MacBook 12 นิ้วที่ Air มากกว่า MacBook Air, รอยบาก, รอยถลอก, และสติกเกอร์

MacBook Retina 12 นิ้ว (2017) ของเราพังตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว เป็นการพังแบบที่ซ่อมไม่ได้ เว้นแต่จะเลือกเปลี่ยนทั้งเมนบอร์ด ซึ่งนั่นหมายถึงข้อมูลที่มีก็จะหายหมดเลย และข้อมูลก็คือสาเหตุหลักที่เราอยากซ่อม MacBook เครื่องนี้ตั้งแต่แรก ก่อนหน้านี้เคยคิดว่าเราดูแลเรื่องสำรองข้อมูลสำคัญของตัวเองดีแล้ว เพราะไฟล์งานทั้งหมดของเราล้วนแล้วแต่เก็บอยู่บนคลาวด์ จนเมื่อเครื่องพังขึ้นมาจริงๆ ถึงรู้ว่ายังมีสิ่งที่สำคัญกว่างาน และมันก็หายไปตลอดกาลเพราะเราเพิ่งจะมาตระหนักรู้ว่ามันเป็นสิ่งสำคัญ ตอนนี้ก็เลยผันตัวมาเป็นคนที่เก็บแทบทุกสิ่งทุกอย่างที่ไม่สามารถหามาทดแทนเอาไว้บนระบบคลาวด์เสมอ

เรื่องหนึ่งที่เราเพิ่งมาพบระหว่างหาข้อมูลวันวางจำหน่าย MacBook Air รุ่นล่าสุดก็คือ MacBook Retina ที่ไม่เพียงแต่จะเป็นคอมพิวเตอร์ที่ดีที่สุดที่เราเคยใช้จนถึงวันที่มันพังแต่ยังเป็นการจ่ายเงินซื้อของที่คุ้มค่าที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิตเรา MacBook รุ่นเดียวกันนี้คือรุ่นที่หลายคนลงความเห็นว่าห่วยที่สุด คะแนนวิจารณ์ถูกสับเละไม่เหลือชิ้นดี แต่สำหรับเราแล้วนี่คือคอมพิวเตอร์ที่ตอบโจทย์เรื่องของความสะดวกในการพกพาไปไหนต่อไหน และมีประสิทธิภาพเพียงพอสำหรับการทำงานและดูหนังฟังเพลงแทบทุกชนิด คือถ้าเข้าร้าน Apple Store ตอนนั้นแล้วตั้งใจจะซื้อคอมพิวเตอร์ที่สะดวกต่อการพกพา จากตัวเลือกคอมพิวเตอร์สามรุ่นที่มีตอนนั้นอย่าง MacBook Retina 12 นิ้ว, MacBook Air, และ MacBook Pro ก็แทบไม่ต้องคิดมากเลยว่า MacBook Retina 12 นิ้ว คือตัวเลือกที่ดีที่สุด เนื่องจาก MacBook รุ่นนี้มีความ Air มากกว่า MacBook Air เมื่อตอนนั้นมาก และก็ยังมีความ Air มากกว่า MacBook Air รุ่นปัจจุบันปี 2025 อยู่ดี

ปัจจุบันเราเลือกซื้อ MacBook Air M4 มาใช้งาน เรื่องประสิทธิภาพแน่นอนว่าดีกว่าเครื่องเก่ามาก แต่เรื่องความสะดวกต่อการพกพาก็ลดลงมากจากการออกแบบที่เทอะทะขึ้นและความเบาบางที่ลดลง ตอนจับดูที่ Apple Store นี่ต้องเลื่อนสายตามาดูป้ายราคาถึงจะรู้ว่าเครื่องไหนคือ MacBook Air และเครื่องไหนคือ MacBook Pro แต่จุดหนึ่งที่ทำให้การซื้อ MacBook Air ที่ประสิทธิภาพดีกว่าและราคาย่อมเยากว่า MacBook 12 นิ้วมากกลายมาเป็นการจ่ายเงินที่รู้สึกเสียดายที่สุดครั้งหนึ่งของเราก็คือ Notch หรือที่หลายคนเรียกว่ารอยบากนั่นเอง

เราเกลียดดีไซน์ Notch มาตั้งแต่ตอน Apple เริ่มเอามาใช้กับ iPhone แต่ก็เข้าใจว่าเป็นเรื่องของความชอบส่วนบุคคล บางคนเกลียด บางคนเฉยๆ และคนที่รู้สึกชอบจริงๆ ก็มีอยู่ไม่ใช่น้อย และยังมีผู้คนมากมายออกตัวว่าตอนแรกก็เกลียดแต่พอใช้ไปเรื่อยๆ ก็ชิน ตัวเราที่มีเวลาหาข้อมูลพอสมควรก่อนวันวางจำหน่ายก็ยังคิดว่าถ้าซื้อ MacBook รุ่นที่มี Notch มาก็ยังสามารถใช้แอปเพื่อเปลี่ยน Menu Bar เป็นสีดำกลืนไปกับ Notch ทำให้ไม่ต้องทนเห็นดีไซน์แย่ๆ รบกวนสายตา สุดท้ายจึงซื้อ MacBook Air M4 มาแทนเครื่องเก่า เพราะครั้นจะเสียเงินหลายหมื่นเพื่อซื้อคอมพิวเตอร์ Apple รุ่นสุดท้ายที่ไม่มี Notch ซึ่งออกวางจำหน่ายตั้งแต่เมื่อห้าปีที่แล้วก็ไม่อยากทำเท่าไหร่ แต่สิ่งที่เราเพิ่งมาพบด้วยตัวเองและไม่เคยเห็นหรือได้ยินแม้แต่คนเดียวพูดถึง ก็คือดีไซน์ Notch บน MacBook มอบประสบการณ์ที่แย่มากสำหรับการดูภาพยนตร์ ชนิดที่ไม่สามารถที่จะชินได้เลยจริงๆ

ทำไมถึงเป็นแบบนั้น?

เวลาดูภาพยนตร์บน MacBook เนี่ย ตัวภาพยนตร์จะไม่ได้กินพื้นที่บนหน้าจอทั้งหมด แต่จะกินพื้นที่ประมาณหนึ่งในสามหรือสองในสาม แล้วแต่อัตราส่วนของภาพยนตร์เรื่องนั้นๆ พื้นที่ด้านบนและด้านล่างของหน้าจอที่ไม่ใช่ตัวภาพยนตร์จะเปลี่ยนเป็นสีดำทั้งหมด แต่ปัญหามันอยู่ตรงที่สีดำจากหน้าจอคอมพิวเตอร์กับสีดำจาก Notch นั้นไม่เหมือนกัน สีดำจากหน้าจอมีความสว่างจากแสงไฟ ขณะที่สีดำจาก Notch คือสีดำที่มืดสนิทจากการที่บริเวณนั้นไม่ใช่พื้นที่แสดงผล เมื่อเป็นแบบนี้เวลาดูภาพยนตร์หรือซีรีส์ ความมืดของส่วนที่เป็น Notch กับความสว่างของหน้าจอจะตัดกันชัดเจนมาก จนมีความรู้สึกเหมือนกับกำลังดูสิ่งที่อยู่ตรงหน้าจากเบาะหลังรถยนต์แล้วมีกระจกมองหลังมาบังสายตาอยู่ตลอดเวลา

หลายคนบอกว่า Notch คือวิธีที่ฉลาดมากๆ ในการใช้พื้นที่หน้าจอที่ควรจะเสียไปเฉยๆ แต่ถ้าการได้พื้นที่ตรงนั้นกลับมาต้องแลกมากับการลดลงของประสบการณ์อื่น เราก็รู้สึกว่าไม่ใช่วิธีที่ดีเท่าไหร่ เปรียบเหมือนการเอาเก้าอี้พลาสติกมาทากาวติดกับประตูรถบดบังการมองเห็นแล้วบอกว่าเป็นวิธีที่ฉลาดในการเพิ่มจำนวนผู้โดยสาร

เห็นว่า Apple จะเริ่มปรับปรุงดีไซน์ไปใช้การซ่อนกล้องแบบ Dynamic Island หรือ Punch Hole แทน แต่เราคิดว่าถ้าหน้าจอ MacBook ยังไม่ได้มืดสนิทปัญหานี้ก็น่าจะยังคงอยู่ และโอกาสที่ Apple จะกลับไปใช้ดีไซน์แบบเก่าก็น่าจะยาก บางทีคนที่ชอบดูหนังดูซีรีส์บน MacBook แล้วไม่อยากเสียอารมณ์ก็อาจต้องรอจนถึงวันที่เทคโนโลยีกล้องใต้หน้าจอพัฒนาจนมีราคาถูกและดีพอสำหรับ MacBook เลยหรือเปล่านะ ถ้าวันนั้นมาถึงเร็วๆ ก็คงดี

บ่นเรื่อง Notch เสร็จก็ขอกลับมาเล่าเรื่อง MacBook เครื่องเก่าต่อ นอกจากเรื่องความเสียดายข้อมูลที่ไม่มีทางได้กลับคืนมา ก็ยังมีสิ่งที่คิดว่าจะเสียดายแต่เอาเข้าจริงแล้วกลับไม่เสียดายเลย นั่นก็คือสติกเกอร์ต่างๆ ที่เราเลือกติดบนตัวเครื่อง ตอนแรกๆ เราเคยซื้อสติกเกอร์สวยๆ มาติด แต่พอสวยแล้วไม่ได้มีความหมาย ไม่ได้มีความผูกพันอะไร ติดได้ไม่เกินเดือนเราก็ลอกออก สุดท้ายก็เลยเลือกติดเฉพาะสติกเกอร์ที่แถมมากับสิ่งของต่างๆ ที่ซื้อ ทำเป็นเหมือนกับบันทึกส่วนตัวอีกทางหนึ่งด้วย และเพราะเป็นสติกเกอร์ที่แถมมากับสิ่งอื่น นั่นก็หมายความว่าถ้าเกิดนึกอยากได้สติกเกอร์พวกนี้ขึ้นมาอีกทีก็อาจจะหาซื้อไม่ได้แล้ว ก็เลยเคยหมดเวลาพักหนึ่งกับการหาวิธีลอกสติกเกอร์จากคอมพิวเตอร์เครื่องเก่ามาแปะลงบนคอมพิวเตอร์เครื่องใหม่ แต่พอถึงเวลาจริงๆ แล้วก็ไม่ได้อยากแกะมาติดแล้ว เพราะเวลาผ่านไปตัวเราเองก็เปลี่ยนแปลงไป ความคิดความชอบของเราก็เปลี่ยนแปลงไป ก็เลยอยากที่จะเริ่มบันทึกสิ่งใหม่ๆ ด้วยสติกเกอร์ใหม่ๆ กับคอมพิวเตอร์เครื่องใหม่มากกว่า

นอกจากสิ่งที่คิดว่าจะเสียดายแต่กลับไม่เสียดาย ก็ยังมีสิ่งที่ไม่คิดว่าจะเสียดายแต่กลับเสียดาย นั่นก็คือร่องรอยบนตัวเครื่อง ร่องรอยแรกคือรอยถลอกค่อนข้างลึกแถวช่องเสียบหูฟังที่เจอตั้งแต่แกะกล่อง ตอนนั้นด้วยความที่จ่ายเงินซื้อของที่มีราคาแพงขนาดนั้น (เกือบห้าหมื่น) เราก็ไม่อยากจะได้เครื่องที่มีตำหนิ แม้จะรู้ว่าสิ่งของเมื่อใช้ไปก็คงเลี่ยงไม่ได้ที่จะเกิดริ้วรอย คิดอยู่นานว่าจะส่งเครื่องคืนดีไหม แต่สุดท้ายก็เลือกที่จะไม่ส่งคืนเพราะสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับเราก็คือจอที่ไม่มีจุด Pixel เสีย และตอนนั้นเราไม่รู้ว่านโยบายของ Apple เป็นแบบไหนอย่างไร บริษัทผู้ผลิตสินค้าที่มีหน้าจอเป็นส่วนประกอบแทบทั้งหมดผ่านมาหลายสิบปีก็ยังคงระบุว่าจุดเหล่านี้ไม่ใช่อาการเสีย และจะเข้าข่ายเปลี่ยนเครื่องก็ต่อเมื่อมีจุดเสียเหล่านี้เกินจำนวนที่กำหนด ซึ่งเอาเข้าจริงถ้าแกะกล่องมาเจอหน้าจอที่มีจุดเสียเข้าข่ายตามจำนวนที่ผู้ผลิตบอกจริงๆ ก็เหมือนกับแกล้งกันมากกว่า พูดอีกอย่างก็คือถ้าถือตามนโยบายของผู้ผลิตแล้วนั้นผู้ซื้ออย่างเราก็จำเป็นต้องยอมรับของที่มีตำหนิและส่งผลต่อการรับชมภาพบนหน้าจอด้วยราคาที่จ่ายเท่ากับคนอื่นๆ อย่างช่วยไม่ได้ ซึ่งพอเราลองมาคิดดูแล้วจุดเสียบนหน้าจอเนี่ยต่อให้ไม่อยากมองก็เห็น แต่ร่องรอยบนตัวเครื่องถ้าไม่ไปพยายามสังเกตก็มองไม่เห็น เพราะฉะนั้นชัดเจนว่าการเลือกยอมรับเครื่องที่หน้าจอแสดงผลปกติแต่มีริ้วรอยบนตัวเครื่องนิดหน่อยย่อมเป็นทางเลือกที่ดีกว่าการที่จะต้องมาลุ้นเรื่องจุดเสียบนหน้าจออีก

ระหว่างที่คิดว่าจะขายซากเครื่องเก่าทิ้งหรือจะเก็บไว้ดูต่างหน้าดีก็เกิดนึกถึงรอยถลอกที่ว่าขึ้นมา เลยจัดแจงตะแคงเครื่องดูซะหน่อย หลังพยายามเพ่งมองและพลิกเครื่องซ้ายขวาหน้าหลังอยู่นานก็พบรอยที่เล็กกว่าที่คิดมาก จนไม่แน่ใจว่าใช่รอยเดียวกับที่เคยทำเราคิดอยากเปลี่ยนเครื่องหรือเปล่า แต่คิดดูแล้วเราค่อนข้างถนอมเครื่อง เพราะฉะนั้นก็น่าจะเป็นรอยเดียวกันนั่นแหละ แต่อาจจะจางลงเพราะผ่านการจับการสัมผัสบ่อย หรือความจริงแล้วรอยถลอกอาจจะไม่ได้เปลี่ยนแปลงจากเดิม แต่เราอาจจะไม่ได้แคร์เรื่องนี้ขนาดนั้นแล้ว ประเด็นก็คือตอนแรกที่มองหารอยถลอกนี่ไม่เจอก็รู้สึกใจหายและเสียดายอยู่เหมือนกัน ทั้งๆ ที่เป็นสิ่งที่เคยอยากจะเสกให้หายไปใจจะขาดแท้ๆ

รอยอีกรอยคือรอยถลอกที่เกิดจากการพลิกเปิดจอคอมพิวเตอร์ของคนรู้จักที่นั่งทำงานฝั่งตรงข้ามมากระแทกด้านหลังจอคอมพิวเตอร์เรา ซึ่งเอาเข้าจริงเราก็ไม่แน่ใจว่ารอยที่ว่าเกิดจากเหตุการณ์นี้จริงหรือเปล่า เพราะถ้าจะเกิดรอยบนตัวเครื่องจากเหตุการณ์แค่นี้ก็หมายความว่าคอมพิวเตอร์เครื่องนี้บอบบางเป็นบ้าหรือไม่ก็คอมพิวเตอร์อีกเครื่องรวมถึงตัวเจ้าของเองแข็งแกร่งเป็นบ้า ซึ่งความเป็นไปได้ของแต่ละอย่างล้วนน้อยนิดจนไม่น่าจะเป็นอย่างนั้น ถึงอย่างนั้นเราก็เจอรอยถลอกที่ไม่เคยพบมาก่อนบริเวณเดียวกับจุดที่ถูกกระแทก เราก็เลยถือว่านี่คือรอยที่เพิ่งเกิดขึ้น ณ ตอนนั้น

แน่นอนว่าถ้ากับรอยถลอกที่ลึกจนเคยทำเอาคิดจะส่งเครื่องคืนเรายังหาแทบไม่เจอหลังจากผ่านมาหลายปี กับรอยถลอกเล็กๆ น้อยๆ แบบนี้ก็ยิ่งไม่ต้องพูดถึง คงจะถูกกัดกร่อนสูญสลายหายไปตามกาลเวลาจนหาเท่าไหร่ก็ไม่เจอ หรือจะเรียกว่าเป็นการเยียวยากันแน่นะ? ถ้ามองจากมุมมองของตัวเราเมื่อตอนนั้นที่เห็นความสวยงามของสิ่งของเป็นสิ่งสำคัญก็คงตอบได้ทันทีว่าเป็นการเยียวยา แต่ถ้ามองจากมุมมองของตัวเราตอนนี้ที่เห็นความสวยงามของความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์เป็นสิ่งสำคัญก็คงพูดได้ว่าความเสียหายที่แท้จริงเพิ่งจะมาเกิดเอาก็ตอนนี้นี่แหละ

เอาไว้ตอนที่ MacBook เครื่องนี้พังหรือตอนที่ Apple บอกลาดีไซน์ที่สวยสะดุดตาจนประสบการณ์การรับชมภาพยนตร์ถึงกับสะดุดออกมาเมื่อไหร่คงได้กลับมาเขียนบอกลา MacBook เครื่องที่กำลังเขียนบล็อกอยู่นี่กันอีกที

จนกว่าจะถึงตอนนั้น

💋

ว่าด้วยการหนีสิ่งที่ไม่จำเป็นต้องหนี

วันก่อนระหว่างทำงานอยู่ก็นึกขึ้นมาว่าเราลืมสวมหูฟังตัดเสียงรบกวนนี่นา ว่าแล้วก็เลยเอื้อมมือหยิบ WH-1000XM4 หูฟังที่สวมอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ไม่ว่าจะเช้า สาย บ่าย หรือว่าเย็น แต่ยังไม่ทันจะหยิบขึ้นสวมก็สังเกตว่าความจริงแล้วตอนนั้นไม่ได้มีเสียงรบกวนอะไรให้ต้องตัดออก รอบตัวมีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศ เสียงรถวิ่งผ่านเป็นครั้งคราว และเสียงสิ่งมีชีวิตรอบอาคาร ซึ่งอันที่จริงก็ดูจะเหมาะกับการทำงานมากกว่าความเงียบสนิทปราศจากชีวิต

ก่อนหน้านั้นแทบจะเรียกว่าเวลาที่เราไม่ได้ใส่หูฟังก็มีแค่ตอนนอนกับตอนอาบน้ำ นอกเหนือจากนั้นไม่ว่าจะทำอะไรเราจะสวมหูฟังเสมอ แม้แต่ตอนอ่านหนังสือก็ยังสร้างความเงียบด้วยการสวมหูฟังแบบไม่เปิดเพลง นั่นเพราะสถานที่ที่เราอยู่เป็นแหล่งรวมของเสียงรบกวนนานาชนิด เสียงเดินลงส้นเท้าจากห้องข้างบน เสียงลากเก้าอี้ เสียงคุยโทรศัพท์ เสียงเปิดเพลงและร้องเพลงผ่านเครื่องขยายเสียง เสียงเรียกหาลูกค้าจากรถขายผลไม้ที่จอดอยู่ที่เดิมนานนับชั่วโมง เสียงหมาเห่าอย่างบ้าคลั่ง เสียงนกกาเหว่าร้องอย่างไม่หยุดยั้ง และเสียงไก่ขันตั้งแต่เช้าจรดเย็น

เมื่ออยู่สถานที่แบบนั้นทุกวันก็ทำเอาประสาทเสีย กลายเป็นพวกกลัวการถอดหูฟัง จนท้ายที่สุดก็ต้องย้ายออกมา เพราะเสียงบางอย่างสวมหูฟังแล้วก็ยังป้องกันไม่ได้ เว้นแต่จะเปิดเพลงช่วยกลบเสียงเหล่านั้นด้วย แต่ครั้นจะเปิดเพลงระหว่างทำทุกอย่างก็ไม่ไหว เพราะหลายสิ่งหลายอย่างก็เหมาะที่จะทำกับความเงียบมากกว่า

เมื่อย้ายออกมาจากที่นั่น มาอยู่ยังสถานที่ที่ต่างจากเดิม สภาพแวดล้อมต่างจากเดิม เสียงรบกวนที่เจอก็ไม่เหมือนเดิม เคยมีตอนที่ 7-Eleven จัดโปรโมชัน เปิดเพลงเปิดเครื่องขยายเสียงตั้งแต่บ่ายจนถึงค่ำอยู่หลายครั้ง แต่ว่าตอนนี้ก็ไม่ได้ยินมาเป็นปีแล้ว เพื่อนบ้านที่เปิดเพลงสังสรรค์ก็มีมาบ้างแต่ไม่ได้บ่อยจนประสาทเสีย และค่อนข้างที่จะเป็นเวลา สามารถที่จะเลือกทำสิ่งที่ต้องอาศัยความเงียบนอกเวลาที่คาดว่าจะเกิดเสียงรบกวน สรุปก็คือที่นี่เป็นที่ที่ค่อนข้างเงียบสงบ เราไม่จำเป็นต้องอุดหูตัวเองตลอดเวลาเหมือนอย่างเคย

พอคิดเรื่องนี้แล้วก็เกิดคิดขึ้นมาว่า ยังมีอะไรอีกบ้างนะที่เราเลือกปิดหู ปิดตา เพื่อที่จะไม่ได้เห็น เพื่อที่จะไม่ได้ยิน แต่ว่าบางทีเราอาจจะไม่จำเป็นต้องทำแบบนั้นอีกแล้ว

บางทีคนที่เราเคยเดินหนีอาจจะไม่ได้มาพร้อมกับคำพูดที่กลั่นกรองออกมาเพื่อทำร้ายความรู้สึกของคนรอบข้างเหมือนอย่างเคย บางทีคนคนเดิมอาจจะมาพร้อมกับถ้อยคำแสดงความรักและหวังดี แน่นอนว่ายากที่จะเป็นแบบนั้น ยากที่คนเราจะเปลี่ยนแปลงจากเดิม แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ การเปลี่ยนแปลงจากร้ายเป็นดี จากความเกลียดชังเป็นความรัก จากการวิ่งหนีเป็นเดินเข้าหา ล้วนแล้วแต่ไม่ใช่สิ่งที่ฝืนกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ การไม่เปลี่ยนแปลงต่างหากคือสิ่งที่เป็นไปไม่ได้

ประทับใจเป็นบ้า ฉบับที่ 24

“ประทับใจเป็นบ้า” เป็นโพสต์ที่เราเขียนเกี่ยวกับสิ่งน่าสนใจในเดือนที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นสิ่งของ สถานที่ เพลง อาหาร หรือสัตว์ประหลาดที่ได้พบ ทุกสิ่งที่เขียนถึงล้วนแต่เป็นสิ่งที่สร้างความประทับใจต่อเราอย่างยิ่งยวด

เครื่องดูดฝุ่นพกพาสำหรับดูดฝุ่นบนโต๊ะ
เคยเขียนแนะนำยางลบผสมผงแม่เหล็กที่สะดวกต่อการดูดขี้ยางลบทิ้งไปครั้งนึงแล้ว แต่ยางลบแบบนั้นเหมาะกับการเขียนหรือวาดที่มีการลบไม่เยอะมาก เพราะพื้นที่ดูดเก็บขี้ยางลบที่ท้ายยางลบมีอยู่จำกัด ดูดได้ไม่เท่าไหร่ก็ต้องลุกขึ้นเอาขี้ยางลบไปทิ้ง สำหรับงานวาดรูปจริงจังจึงเอามาใช้ไม่ได้แน่ๆ

ทางออกของปัญหาข้างต้นก็คือเครื่องดูดฝุ่นพกพาสำหรับดูดฝุ่นบนโต๊ะ เพียงกดสวิตช์เปิดเครื่องแล้วลากเครื่องดูดฝุ่นขนาดกะทัดรัดผ่านขี้ยางลบบนแผ่นกระดาษ เท่านี้ขี้ยางลบจำนวนมากมายก็จะหายลับไปจากสายตา เราแอบกังวลอยู่เหมือนกันว่าเสียงจากเครื่องดูดฝุ่นจะดังรบกวนห้องอื่นเวลาดึกดื่น แต่ว่าเสียงที่ออกมานั้นเบากว่าไดร์เป่าผมเยอะ (อย่างน้อยก็รุ่น Robot White) เหมาะที่สุดสำหรับคนที่วาดรูปแล้วไม่อยากปัดขี้ยางลบลงพื้นให้ต้องมาตามเก็บกวาดทีหลัง

The Rescue
หนังสารคดีเกี่ยวกับภารกิจช่วยชีวิตทีมฟุตบอลหมูป่าออกจากถ้ำหลวงที่ทำออกมาทั้งสนุก ตื่นเต้น และให้ความรู้ดีมากๆ 

ประทับใจเป็นบ้าฉบับที่ 23

“ประทับใจเป็นบ้า” เป็นโพสต์ที่เราเขียนเกี่ยวกับสิ่งน่าสนใจในเดือนที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นสิ่งของ สถานที่ เพลง อาหาร หรือสัตว์ประหลาดที่ได้พบ ทุกสิ่งที่เขียนถึงล้วนแต่เป็นสิ่งที่สร้างความประทับใจต่อเราอย่างยิ่งยวด

ROM-2235L-HD-R
สำหรับคนที่ใช้หูฟัง Sony WH-1000XM4 มาหลายปีแล้วหูฟังมีอาการหอนเวลาที่สวมแล้วเปิดโหมดตัดเสียงรบกวน (Noise Cancelling) อาการนี้เกิดจากการที่ไมค์สำหรับจับเสียงรบกวนเสีย (สาเหตุหลักมาจากความชื้น) หากต้องการบัดกรีเปลี่ยนด้วยตัวเอง ROM-2235L-HD-R คือชื่อชิ้นส่วนที่เปลี่ยนแล้วคุณภาพเสียงและการตัดเสียงรบกวนยังคงเหมือนเดิม ทั้งนี้เวลาบัดกรีจำเป็นต้องบัดกรีสายไฟเส้นที่ถูกต้องเข้ากับขั้วที่ถูกต้อง (สายสีแดงจับคู่กับขั้วที่ไม่มีเครื่องหมายจุด)

Arcane
Arcane เป็นซีรีส์แอนิเมชันที่ทำออกมาดีจริงๆ ดูแล้วรู้สึกอยากเล่น League of Legends ขึ้นมาเลย ปกติหนังหรือซีรีส์ที่ดัดแปลงจากเกมมักจะทำออกมาได้ไม่ดีเท่าไหร่ แต่เรื่องนี้คือสนุกจริงๆ ไม่ต้องเล่นเกมก็ดูรู้เรื่อง เพราะตัวเกมเองก็ไม่ได้มีเนื้อเรื่องมากมายอะไรตั้งแต่แรก เสียดายที่จบเพียงแค่สองซีซั่น หลังจากนี้เห็นว่าจะยังมีทำออกมาอีกแต่จะเป็นเนื้อเรื่องส่วนอื่นของตัวละครอื่นแล้ว

ARuFa
ช่อง YouTube แนวตลกของคนญี่ปุ่นที่ไอเดียบรรเจิดเป็นบ้า คลิปส่วนใหญ่เข้าใจได้แม้จะไม่รู้ภาษาญี่ปุ่น ชอบที่สุดคือคลิปชื่อ 換気扇を使って会社の同僚をビビらせる方法 (How to scare your coworkers using a ventilation fan)

บทสรุป Tales of Destiny (PS2)
นี่คือบทสรุป Tales of Destiny (และภาค Director’s Cut) ของ PS2 ที่ละเอียดที่สุดเท่าที่เคยเจอมา แต่จะพูดแบบนั้นคงไม่ถูกนัก เพราะบทสรุปที่เหลือบนอินเทอร์เน็ตแทบจะไม่ละเอียดเลยต่างหาก เกือบทั้งหมดเป็นประเภทที่บอกให้เราเดินไปไหนคุยกับใคร แต่ทิ้งเราไว้ให้หาหนทางสู้กับบอสสุดโหดอย่างเดียวดาย ขณะที่บทสรุปของเว็บนี้บอกแม้กระทั่งเลเวล ตัวละคร และสกิลที่แนะนำเมื่อสู้กับบอสแต่ละตัว เสียอย่างเดียวที่บืสรุปเป็นภาษาญี่ปุ่นและเว็บแปลภาษาต่างๆ แปลออกมาอ่านไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่

ประทับใจเป็นบ้า ฉบับที่ 22

“ประทับใจเป็นบ้า” เป็นโพสต์ที่เราเขียนเกี่ยวกับสิ่งน่าสนใจในเดือนที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นสิ่งของ สถานที่ เพลง อาหาร หรือสัตว์ประหลาดที่ได้พบ ทุกสิ่งที่เขียนถึงล้วนแต่เป็นสิ่งที่สร้างความประทับใจต่อเราอย่างยิ่งยวด

Brooks Cascadia 16
เพิ่งกลับมาจากเดินป่าที่ญี่ปุ่น ก่อนเดินทางเราค่อนข้างจะกังวลเรื่องรองเท้า เราไม่ค่อยจะเจอรองเท้าที่สวมสบายเท่าไหร่ ตอนเดินเขาที่เนปาลเราซื้อรองเท้าเดินเขาจากร้านขายอุปกรณ์เดินเขาก็ยังเจ็บเท้า พอยิ่งเป็นการเดินป่าคนเดียวครั้งแรกก็ยิ่งเพิ่มความกังวล ถ้าเจ็บเท้าตั้งแต่วันแรกๆ นี่จบเห่แน่ๆ แต่หลังจากหาข้อมูลดูคร่าวๆ ก็พบว่าจริงๆ แล้วรองเท้าเดินป่าเนี่ยไม่เหมาะกับการซื้อมาเริ่มเดินป่าเท่าไหร่ เพราะรองเท้าเดินป่าจำเป็นต้องมีการสวมออกเดินทางเป็นระยะทางสั้นๆ หลายๆ ครั้ง ก่อนหน้าที่จะนำออกมาสวมเดินป่าจริงจัง เพื่อปรับเท้าเราให้เข้ากับรองเท้าและปรับรองเท้าให้เข้ากับเท้าเรา ด้วยเหตุนี้นักเดินทางหลายคนจึงแนะนำ “รองเท้าวิ่งเทรล” แทนรองเท้าเดินป่า เพราะจ่ายเงินเสร็จสามารถสวมออกจากร้านเดินเข้าป่าต่อสู้กับหมีได้เลย

เราเลือก Brooks เพราะเราอ่านเจอบล็อกของผู้หญิงคนหนึ่งที่สวม Brooks Cascadia เดินป่าบนเส้นทาง Kumano Kodo เหมือนกับเรา ซึ่งเราพบว่าเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องมาก ระหว่างเดินป่าแบบแทบไม่ได้หยุดพักวันละ 5-8 ชั่วโมง ปัญหาอย่างเดียวที่เราพบก็คือความเหนื่อยล้าจากสภาพร่างกายของคนที่ไม่ค่อยออกกำลังกายอย่างเรา ไม่มีปัญหาเรื่องเท้าหรือรองเท้าแม้แต่ครั้งเดียว พลาสเตอร์ปิดแผลรองเท้ากัดที่ซื้อมาเราทิ้งลงถังขยะของที่พักหลังกลับเข้าเมืองแบบไม่ได้แกะออกมาแปะแม้แต่ชิ้นเดียว เดินป่าครั้งหน้าก็คงเลือกรองเท้ายี่ห้อนี้รุ่นนี้อีกเหมือนเดิม

ความจริงรุ่นล่าสุด ณ​ เวลาที่เราซื้อคือ Cascadia 17 แต่ว่าเราซื้อ Cascadia 16 เพราะกำลังลดราคา 50 เปอร์เซ็นต์ ซื้อรุ่นของผู้หญิงเพราะรุ่นของผู้ชายไซส์ที่ต้องการหมด นอกจากนี้สีรองเท้าของผู้หญิงยังสวยถูกใจแบบไม่เรียกร้องความสนใจมากกว่าด้วย

เตียงเดี่ยว
เดินผ่านเตียงเดี่ยวที่ MUJI แล้วก็รู้สึกว่าช่างเป็นสิ่งที่เหมาะสมกับชีวิตเราจังเลยนะ ขนาดพอเหมาะพอดี รู้สึกว่าถ้าวางตัวลงบนเตียงก็จะพอดีเหมือนกับเวลาสวมเคสที่พอดีกับมือถือ แต่ว่าที่ผ่านมาทั้งชีวิตเนี่ยโอกาสจะนอนเตียงเดี่ยวแทบจะไม่มี ห้องนอนส่วนมากมักจะติดตั้งเตียงไซส์ใหญ่เผื่อไว้เสมอ กินพื้นที่เกือบทั้งห้อง นอนแล้วรู้สึกเหงา จะเปลี่ยนผ้าปูหรือดึงเพื่อความเรียบร้อยแต่ละทีก็ต้องยกเตียงที่หนักเป็นตันด้วยมือข้างเดียวจนเจ็บมือ คงจะคล้ายกับการซื้อเสื้อผ้าเผื่อไซส์ เสื้อผ้าที่เหมือนจะเหมาะกับทุกคน แต่แท้จริงแล้วไม่เหมาะกับใครเลย

พูดแบบที่ว่ามาอาจจะดูเหมือนกับเป็นการเชิดชูเตียงเดี่ยวจากมุมมองของคนชอบอยู่คนเดียว ของพวกที่ไม่สนใจจะสานสร้างความสัมพันธ์หรือความอบอุ่นบนเตียง แต่จากประสบการณ์ที่ผ่านมา เราพบว่าไม่ว่าจะนอนคนเดียวหรือสองคน เตียงเดี่ยวก็เป็นทางเลือกที่มอบประสบการณ์ที่ดีกว่าเตียงคู่อยู่ดี

บันทึกคุมะโนะโคะโด

เรากลับมาจากการเดินทางบนเส้นทางแสวงบุญอันเก่าแก่ของญี่ปุ่นอย่าง Kumano Kodo ได้ราวสองเดือนกว่าแล้ว ตอนแรกคิดว่าจะไม่เขียนอะไรเกี่ยวกับการเดินทางครั้งนี้ เพราะถ้าเขียนก็คงเป็นการเขียนบันทึกแบบที่เราจะเขียนลงสมุดบันทึก ไม่ได้มีประโยชน์ต่อผู้อ่านที่ผ่านมาเห็นหรือนักเดินทางที่ต้องการมาเยือนสถานที่แห่งนี้แม้แต่น้อย แต่สมุดบันทึกที่เราใช้อยู่อย่าง Hobonichi Techo ก็เป็นสมุดบันทึกที่มีพื้นที่จำกัด แม้จะเขียนจนเต็มหน้ากระดาษทุกวันก็ยังบันทึกความคิดและความรู้สึกที่เกิดขึ้นได้ไม่ถึงครึ่ง กลัวว่าถ้าไม่เขียนเก็บไว้สักวันหนึ่งความคิดและความรู้สึกเหล่านี้ก็อาจจะหายไป จะเขียนลงบนคอมพิวเตอร์แล้วเก็บปะปนกับไฟล์มากมายที่ถูกหลงลืมก็ไม่ค่อยน่าเต้นเต้นเท่าไหร่ เพราะฉะนั้นเราจึงตัดสินใจว่าจะเขียนบันทึกการเดินทางครั้งนี้ลงบล็อกของตัวเอง

สิ่งที่เราเลือกเขียนถึงคือสิ่งที่เราค้นพบหรือเรียนรู้เกี่ยวกับตัวเอง เพราะว่าการค้นพบหรือเรียนรู้เกี่ยวกับตัวเองเป็นเรื่องน่าสนุกเสมอ ปีนี้เราอายุสามสิบห้า ตามปกติถ้าอยู่กับสิ่งไหนนานเกินไปก็ควรจะเบื่อได้แล้ว แต่นี่ก็ยังไม่เห็นจะเบื่อตัวเองสักที ราวกับว่าชีวิตคนเราคือหนังสือที่มีเนื้อหาเปลี่ยนไปเรื่อยๆ หรือมีหน้าลับซ่อนอยู่เต็มไปหมดยังไงยังงั้น

.

เรายังเป็นคนที่ไม่ได้ซาบซึ้งกับธรรมชาติ
ตั้งแต่เมื่อหลายสิบปีก่อนเราค้นพบว่าเราเป็นคนที่ชื่นชมกับสถาปัตยกรรมจากฝีมือมนุษย์มากกว่าความงามของธรรมชาติ ถ้าหยิบกล้องออกมาถ่ายภาพนั่นก็เป็นเพราะความงามของสิ่งปลูกสร้างมากกว่าความงามของต้นไม้ใบหญ้า และความจริงข้อนี้ของเราก็ยังไม่ได้เปลี่ยนแปลง สิ่งที่เปลี่ยนอาจจะมีเพียงความเข้าใจของเราต่อสิ่งนี้ บางทีสถาปัตยกรรมกับธรรมชาติอาจไม่ใช่สิ่งที่ควรนำมาเปรียบเทียบกันตั้งแต่แรก ความสัมพันธ์ระหว่างเรากับสิ่งปลูกสร้างและความสัมพันธ์ระหว่างเรากับธรรมชาติเป็นความสัมพันธ์คนละแบบ ยังไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่ว่าทำไมหรืออย่างไร แต่มันเหมือนกับว่าถ้ามีเส้นทางสองเส้นทาง เส้นทางแรกเป็นเส้นทางเดินท่ามกลางธรรมชาติสู่สิ่งปลูกสร้างอันงดงาม ส่วนเส้นทางที่สองเป็นเส้นทางเดินท่ามกลางสิ่งปลูกสร้างสู่ธรรมชาติอันงดงาม เราจะเลือกเส้นทางแรกเสมอ

อาจจะไม่ชอบภาพจากกล้องฟิล์มแล้ว
เพราะว่าไม่อยากโฟกัสที่การถ่ายภาพมากเกินไปก็เลยเลือกซื้อกล้องฟิล์มแบบใช้แล้วทิ้งมาใช้ กล้องแบบนี้ถ่ายเสร็จแล้วหยิบมาเช็กความสวยงามของภาพไม่ได้และยังมีจำนวนภาพทั้งหมดที่ถ่ายได้จำกัด ตอนแรกก็คิดว่าเป็นทางเลือกที่ดี ระหว่างอยู่ที่ญี่ปุ่นก็คิดว่าเป็นทางเลือกที่ดี แต่มารู้สึกว่าไม่ดีก็ตอนเห็นภาพที่ล้างออกมานี่แหละ

เพราะกล้องฟิล์มแบบใช้แล้วทิ้งรุ่นที่เราซื้อมาไม่สามารถวัดแสงและวัดระยะโฟกัสได้ เราที่ไม่เชี่ยวชาญเรื่องการถ่ายภาพจึงถ่ายภาพออกมาเบลอหรือมืดเกินไปเกือบทั้งหมด แน่นอนละว่าเราไม่ชอบภาพที่ถ่ายออกมา แต่ก็ยังแอบรู้สึกว่าถ้าทุกภาพออกมาชัดเจน แสงเงาสวยงามพอเหมาะพอดี เราก็ยังจะไม่ชอบภาพที่ถ่ายออกมาอยู่ดี ด้วยเหตุผลเดียวกับที่ทำให้เราตกหลุมรักการถ่ายภาพด้วยกล้องฟิล์มตั้งแต่แรก

ภาพที่ถ่ายจากกล้องฟิล์มล้วนมีคาแรกเตอร์เฉพาะตัวที่ดูแล้วสวยแบบไม่ต้องแต่งภาพเลย แต่ตอนนี้เรากลับไม่ชอบภาพที่มอบบรรยากาศแบบนั้นแล้ว มันเหมือนกับว่าสิ่งที่กล้องเห็นกับสิ่งที่เราเห็นไม่เหมือนกัน กลายเป็นว่าสถานที่และผู้คนที่ถูกบันทึกลงบนฟิล์มกลายเป็นความทรงจำของใครที่ไหนก็ไม่รู้ แต่ไม่ใช่ความทรงจำของเราแน่ๆ ช่วงที่ยังโพสต์ภาพลงบนโซเชียลมีเดียเราชอบภาพสวยๆ พวกนี้มาก แต่พอไม่ได้จะเอาภาพไปอวดใครที่ไหน ความสวยงามของภาพก็เลยไม่สำคัญเท่ากับความทรงจำที่ภาพเหล่านั้นพาเรากลับไปหา และภาพที่ไม่ได้ทำหน้าที่นั้นก็เลยกลายเป็นภาพที่ไม่น่าดึงดูดสำหรับเราอีกต่อไป

ポポット คือร้านอาหารที่เราแวะกินแฮมเบิร์กมื้อแรกของทริป เลือกร้านนี้เพราะถูกใจกับบรรยากาศน่าดึงดูดบางอย่าง ซึ่งตรงข้ามกับความเหงาที่กล้องฟิล์มของเราถ่ายทอดออกมาอย่างสิ้นเชิง

ร้านอาหารคะแนนรีวิวต่ำแต่เพื่อนแนะนำคือร้านอาหารที่ดี
ร้านอาหารคะแนนที่มีคะแนนรีวิวดี ไม่ได้หมายความว่าร้านนั้นจะทำอาหารออกมาอร่อย แต่อาจหมายความได้ตั้งแต่ว่าร้านนั้นแค่ไม่ได้ทำอาหารออกมาแย่ ร้านนั้นทำอาหารออกมาเฉยๆ ไปจนถึงร้านนั้นทำอาหารออกมาอร่อยมาก แต่ด้วยพลังแห่ง Social Proof ร้านอาหารที่มีคะแนนดีอยู่แล้วจึงมีคะแนนดีอยู่เสมอ ถึงแม้ว่าหลายครั้งเราอาจจะไม่ได้ชอบร้านอาหารร้านนั้นขนาดนั้น แต่เมื่อนั่นเป็นร้านอาหารที่ทุกคนชอบ เราจึงพลอยคิดว่ารสนิยมของเราเองที่เป็นฝ่ายที่ผิด ไม่ใช่ร้านอาหารที่เป็นฝ่ายผิด

การเดินทางครั้งนี้ช่วยยืนยันความคิดของเราว่าร้านอาหารที่ทำอาหารออกมาอร่อยจริงๆ ก็คือร้านที่เพื่อนแนะนำแต่เปิดดูรีวิวแล้วดาวน้อยนี่แหละ ร้านพวกนี้มักจะทำอาหารที่มีรสชาติเฉพาะตัว แบบที่มักจะแบ่งลูกค้าออกเป็นสองกลุ่มอย่างชัดเจน ระหว่างคนที่ชอบกับคนที่เกลียด จึงเป็นที่มาของคะแนนรีวิวที่มักจะอยู่ที่ประมาณสามดาวบนเว็บไซต์และแอปรีวิวอาหาร นอกจากนี้ร้านอาหารเหล่านี้ยังมักจะเป็นร้านที่มีการตกแต่งธรรมดา ไม่ได้สวยดึงดูดสายตาควรค่าแก่การเก็บบันทึกลงมือถือ บรรยากาศของร้านจึงไม่ได้มีอิทธิพลต่อการเพิ่มคะแนนแม้แต่น้อย

แต่การจะถามหาร้านอาหารแบบนี้จากคนรู้จักก็อาจจะต้องใช้ความพยายามอยู่สักหน่อย เพราะคำตอบที่ได้กลับมาจากเพื่อนฝูงมักจะเป็นร้านที่คนถามน่าจะชอบแทนที่จะเป็นร้านที่คนถูกถามชอบจริงๆ แต่เราเชื่อว่าถ้าลองขอรายชื่อร้านอาหารสักห้าร้านยังไงก็น่าจะมีร้านที่คนถูกถามชอบจริงๆ รวมอยู่ด้วยแน่ๆ

การถูกดูถูกไม่ได้ทำให้เราโกรธอีกแล้วละมั้ง
ตอนอยู่ที่ Yunomine Onsen เราซื้อกาแฟจากตู้กดเครื่องดื่มแล้วก็เดินมายืนดื่มตรงป้ายรถเมล์ที่มีนักท่องเที่ยวมากมายยืนรอรถเมล์อยู่ เพราะเราตั้งใจจะมาดูตารางเวลาเพื่อยืนยันรอบรถเมล์ที่เราต้องขึ้นอีกครั้งด้วย ยืนอยู่สักพักก็มีผู้หญิงฝรั่งคนหนึ่งตะโกนบอกเราว่าหางแถวอยู่ทางนั้น พร้อมกับชี้นิ้วไปทางแถวที่ยาวเหยียด เราพยักหน้ารับแต่ไม่ได้เดินไปต่อแถวเพราะว่ายังอีกนานกว่าจะถึงเวลา และรถเมล์ที่กำลังจะมาก็น่าจะเป็นคนละคันกับรถเมล์ที่เราต้องขึ้น แต่ไม่ทันไรผู้หญิงคนเดิมก็พูดกับเพื่อนๆ ด้วยเสียงอันดังพอที่เราและคนบริเวณนั้นจะได้ยินว่า “คอยดูนะ ผู้ชายคนนั้นทำเป็นไม่เข้าใจ แต่เดี๋ยวพอรถเมล์มาก็จะวิ่งแซงขึ้นไปเป็นคนแรก”

เราไม่รู้ว่าเค้ารู้หรือเปล่าว่าสุดท้ายเราไม่ได้ขึ้นรถเมล์คันนั้น แต่ที่เราแปลกใจก็คือเรื่องแบบนี้เคยทำเราโกรธมากๆ และแทบจะเป็นไม่กี่เรื่องในชีวิตที่ทำให้เราโกรธ แบบที่เปลี่ยนเราจากคนเรื่อยๆ เฉยๆ ไปเป็นคนบ้าที่พร้อมจะทำลายทุกสิ่งได้ในเวลาไม่กี่วินาที ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าความโกรธของเรากับเรื่องแบบนี้หายไปตั้งแต่ตอนไหน หรือว่าหายไปจริงๆ หรือเปล่า แต่ก็เป็นเรื่องที่น่ายินดีเหมือนกัน เพราะนี่เป็นอีกสิ่งที่ไม่มีประโยชน์กับชีวิตแต่เรากลับแบกเอาไว้มานานเหลือเกิน

ตกเครื่องบินไม่ใช่เรื่องยากและใหญ่อย่างที่คิด
ไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะกลายเป็นคนที่ตกเครื่องบิน แต่พอถึงคราวของตัวเองขึ้นมาก็เกิดขึ้นง่ายกว่าที่คิด รถไฟสายด่วนที่นำสู่สนามบินมาถึงช้ากว่ากำหนด หน้าจอที่สถานีขึ้นข้อมูลว่ารถไฟดีเลย์ รอนานเกือบชั่วโมง มีเสียงประกาศอันแผ่วเบาอยู่สองสามครั้งว่าวันนี้รถไฟจะไม่มา แต่หน้าจอแสดงข้อมูลยังบอกแค่ว่าดีเลย์อยู่เหมือนเดิม ก็เลยเลือกเชื่อตามนั้น รู้ตัวอีกทีก็ต้องรีบหารถไฟขบวนใหม่ เดินทางมาถึงสนามบินก่อนเครื่องออกราวห้าสิบนาที แต่ไม่เหลือแม้แต่เคาน์เตอร์เช็กอินของสายการบินให้ได้เจรจาต่อรอง

ตั๋วกลับไทยเที่ยวถัดมาอีกสองชั่วโมงราคาเป็นหมื่น แต่พอสูดหายใจลึกๆ แล้วลองเลือกดูเที่ยวบินของเช้าวันถัดมาก็พบว่าราคาอยู่แค่ราวๆ ห้าพันบาท หาโรงแรมถูกๆ นอนสักคืนก็ยังถูกกว่าการยืนหยัดว่าจะกลับคืนนั้น แถมยังได้เดินเล่นแถวย่านที่ไม่เคยคิดจะได้ไปเยือนเป็นของแถม

มาคิดดูคำพูดที่พวกเราใช้ในภาษาไทยอย่าง “ตกเครื่องบิน” ก็มีส่วนทำให้มันเป็นเรื่องใหญ่ ขณะที่ภาษาอังกฤษใช้คำว่า “missed the flight” หรือ ”พลาดเที่ยวบิน“ ฟังดูน่าวิตกกังวลน้อยกว่าเยอะ

ไม่อยากที่จะหยุดเขียนสักวัน
เพราะว่าเป็นวันหยุดพักผ่อนก็เลยแจ้งลางานหาเงินที่ทำอยู่ทุกวัน และยังลาตัวเองจากงานเขียนนิยายที่ไม่รู้จะทำเงินเมื่อไหร่ด้วย งานอย่างแรกเรายินดีที่ได้หยุดแต่กับอย่างหลังเรารู้สึกไม่ค่อยยินดีเท่าไหร่ ถึงแม้เราจะไม่ค่อยมีความสุขเวลาเขียนนิยาย แต่พอไม่ได้เขียนขึ้นมาจริงๆ ก็เกิดคิดถึงขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ ไม่แน่ว่าบางทีเราอาจจะรักสิ่งที่กำลังทำอยู่มากกว่าที่คิด และสิ่งที่รัก คนที่รัก ก็คือสิ่งที่เราพามาวันหยุดพักผ่อนกับเรา ไม่ใช่ปล่อยทิ้งไว้ที่บ้าน คงจะเป็นอะไรแบบนั้นละมั้ง

ยังคงไม่ชอบเวลาที่ตัวเองไม่กล้า แต่ด้วยเหตุผลที่ต่างออกไป
ระหว่างเดินขึ้นบันไดแสนชันห้าร้อยสามสิบแปดขั้นที่ทำเอาเหนื่อยหอบและถ้าพลาดก็อาจตกลงมาตายได้ง่ายๆ เราสวนทางกับผู้หญิงคนหนึ่ง เราทั้งสองคนหยุดเดินพร้อมกันและยิ้มให้กันอย่างเข้าใจซึ่งกันและกัน เราพูดกับผู้หญิงคนนั้นเป็นภาษาญี่ปุ่นว่า “เชิญก่อนเลยครับ” ผู้หญิงคนนั้นยิ้มแล้วตอบกลับมาเป็นภาษาญี่ปุ่นว่า “เหนื่อยจริงๆ นะคะ แต่ว่าวิวสวยมากจริงๆ” เรายิ้มแต่ไม่ได้ตอบอะไรกลับไป ไม่ใช่เพราะว่าเราไม่อยากตอบ แต่เป็นเพราะเรากลัวว่าเราจะพูดผิด หนังสือภาษาญี่ปุ่นเบื้องต้นไม่ได้สอนวิธีสนทนากับผู้หญิงที่เดินสวนกันตรงขั้นบันไดหิน

นี่ไม่ใช่ครั้งแรก ไม่ใช่ครั้งที่สิบ แต่อาจจะเป็นครั้งที่ห้าร้อยที่ความกลัวหยุดเราจากการทำบางอย่าง และเราก็มักจะตำหนิตัวเองที่ไม่สามารถคว้าสิ่งที่ต้องการเพราะว่าไม่กล้าพอ แต่นี่เป็นครั้งแรกที่เรารู้สึกว่าสิ่งที่น่าตำหนิจริงๆ ก็คือการทิ้งขว้างความรู้สึกของคนอื่น เราอยากที่จะกล้ามากกว่านี้ อาจจะไม่ต้องถึงขั้นเป็นผู้กล้าแห่งสยามประเทศ ตอนนี้ขอแค่ถ้ามีคนมอบคำพูดที่มีความหมาย ก็อยากที่จะตอบแทนด้วยคำพูดที่มีความหมายเหมือนกัน

การอาบน้ำรวมที่บ่อน้ำพุร้อนทุกวันไม่ใช่เรื่องสนุก
ก่อนหน้านี้เราน่าจะเคยแช่อนเซ็นมาทั้งหมดสองครั้งถ้วน ที่ญี่ปุ่นครั้งหนึ่งกับที่เมืองไทยอีกครั้งหนึ่ง คิดว่าเป็นกิจกรรมที่สนุกดี แม้ว่าจะไม่ได้รู้สึกผ่อนคลายอะไรขนาดนั้น แต่ปัญหาก็คือที่พักตามเส้นทางคุมะโนะเนี่ย ห้องอาบน้ำดันเป็นห้องอาบน้ำแบบอนเซ็นแทบทั้งหมด แม้จะไม่ได้อยากแช่น้ำหย่อนก้น อยากจะแค่อาบน้ำสระผมชำระความสกปรก ก็ยังต้องทำต่อหน้าคนอื่นอยู่ดี เมื่อไม่สามารถอาบน้ำแบบเป็นส่วนตัว เราก็เลยล้มตัวลงนอนทั้งๆ ที่ไม่ได้อาบน้ำอยู่หลายวัน

บางทีนี่อาจจะเป็นคำแนะนำเพียงอย่างเดียวจากเราสำหรับคนที่ต้องการเดินทางมาเยือนคุมะโนะ และเป็นสิ่งที่เราคิดว่าไม่น่าจะมีไกด์บุ๊กเล่มไหนเขียนแนะนำ

“สิ่งหนึ่งที่จำเป็นสำหรับการเดินทางบนเส้นทางคุมะโนะโคะโด ก็คือการฝึกฝนและเตรียมตัวอาบน้ำต่อหน้าคนอื่น ไม่ว่าจะเป็นคนรู้จัก หรือไม่รู้จัก ต่างชาติต่างศาสนา หรือว่าชนชาติเดียวกัน”

ทูน่าสดอร่อยกว่าที่คิด
เราไม่เคยชอบทูน่าสด ไม่ว่าจะเอามาทำซูชิหรือซาชิมิ ไม่ว่าจะกินจากร้านราคาหลักร้อยหรือว่าร้านราคาหลักพัน รู้สึกเหมือนกับว่าเนื้อปลามีกลิ่นคาวเลือดปะปนอยู่ แม้จะเคยคิดอยู่หลายครั้งว่าเราคงคิดไปเองจากการที่เนื้อปลามีสีแดง แต่ก็ยังไม่สามารถที่จะลบความรู้สึกของเราต่อเรื่องดังกล่าว

ตอนอยู่ญี่ปุ่นคราวนี้ได้กินทูน่าหลายครั้ง และพบว่ามันเป็นอาหารที่อร่อยกว่าที่คิด ไม่ได้รู้สึกถึงกลิ่นคาวเลือดอย่างที่เคยรู้สึก จนคิดอยากจะลองกินพวกส่วนแพงๆ ที่เคยกินแล้วรู้สึกเฉยๆ ขึ้นมาเลย แต่ถึงอย่างนั้นทูน่าก็ไม่ใช่ปลาที่เราอยากจะสั่งเวลากินบุฟเฟต์อาหารญี่ปุ่นอยู่ดี เป็นปลาที่มีโอกาสไม่อร่อยอยู่สูงเกินไป ตอนอยู่ญี่ปุ่นแม้จะเจอทูน่าสดแสนอร่อยอยู่หลายมื้อ แต่พอมาเจอทูน่าทอดชิ้นเบ้อเริ่มที่โรงแรมแห่งหนึ่งก็ยังต้องทนกล้ำกลืนฝืนกินอยู่นานเหมือนกัน จากนี้ก็คงจะยังถือคติว่า “ทูน่าสดอาจเป็นปลาที่อร่อยกว่าที่คิด แต่แซลมอนสดคือปลาที่อร่อยแบบไม่ต้องคิดอะไร”

กระเบื้องลายบินนะกะมากุโระที่ Kii-Katsuura แถวจุดที่เราแวะกินข้าวหน้าปลาทูน่าและตามคนมาช่วยคุณลุงชาวญี่ปุ่นออกจากห้องน้ำ

การยิ้มทำให้มีความสุขขึ้นจริงๆ
ตอนอ่านเจอครั้งแรกว่าการยิ้มให้ตัวเองที่หน้ากระจกสามารถทำให้คนเรามีความสุขขึ้น เรารู้สึกเหมือนกับตัวเองพบเจอขุมทรัพย์ล้ำค่าจริงๆ นะ ใครจะไปคิดว่าความสุขจะเกิดขึ้นง่ายดายขนาดนั้น

แต่มันก็ไม่ง่ายจริงๆ นั่นแหละ ไม่ใช่แค่การยิ้ม แต่สารพัดวิธีทำอะไรกับตัวเองที่หน้ากระจก ไม่ว่าจะลองสักกี่ครั้งก็ไม่เห็นเคยจะได้ผล ไม่ว่าจะบอกตัวเองว่าเป็นคนมั่นใจสักกี่ครั้ง เราก็ยังคงกลัวและกังวลกับเรื่องที่คนอื่นทำได้ง่ายๆ เหมือนเดิม

ถึงอย่างนั้นระหว่างเดินป่าที่ญี่ปุ่น เราได้แต่ยิ้ม ยิ้ม แล้วก็ยิ้ม เพราะว่ามันง่ายกว่าสำหรับคนขี้อายอย่างเราที่จะยิ้มแทนการกล่าวทักทายเวลาที่เดินสวนทางหรือขยับหลบทางให้นักเดินทางคนอื่น และเราแทบจะต้องทำแบบนั้นกับนักเดินทางแทบทุกคนที่เลือกเดินทางช่วงเดียวกันกับเรา เพราะเราเดินช้ามากจริงๆ แบบที่ต้องบวกเวลาสองชั่วโมงจากเวลาที่เว็บไซต์และหนังสือไกด์บุ๊กแนะนำ แม้ว่าจะเป็นเส้นทางที่ไม่ได้ยากเย็นอะไร

ผลก็คือเราสังเกตว่าเรามีความสุขขึ้นจริงๆ เป็นความสุขกับชีวิตแต่ละวันแบบกว้างๆ ซึ่งไม่ค่อยจะเกิดขึ้นกับเราเท่าไหร่ ปกติเราจะมีความสุขแบบสั้นๆ เวลาเจอสิ่งที่ถูกใจ ทำสิ่งสำคัญสำเร็จ แล้วก็กลับมาเรื่อยๆ เฉยๆ เหมือนเดิม

บางทีความสุขที่เกิดขึ้นอาจเป็นเพราะเรายิ้มให้คนอื่น ไม่ใช่ยิ้มให้ตัวเองที่หน้ากระจก บางทีอาจไม่ใช่เพราะการยิ้มของเรา แต่เป็นเพราะการยิ้มของคนอื่นกลับมาให้เรา หรือบางทีอาจเป็นเพราะว่ามันไม่ใช่รอยยิ้มที่เกิดขึ้นจากการหลอกลวง แต่เป็นสิ่งที่มีเพื่อกล่าวทักทายจากใจจริง ซึ่งถ้าจะต้องเลือกคำตอบที่ถูกต้องเพียงข้อเดียว เราก็คิดว่าน่าจะเป็นเพราะอย่างหลังสุดนี่แหละ

ญี่ปุ่นเป็นสถานที่ที่เหมาะกับคนรักความสงบ
ปัญหาหนึ่งที่เราเจอจากการใช้ชีวิตอยู่เมืองไทยก็คือเรื่องเสียงรบกวน ทั้งเสียงเปิดเพลงอวดเพื่อนบ้าน เสียงหมาเห่าอย่างบ้าคลั่ง เสียงไก่ขันตั้งแต่เช้าจรดเย็น หรือเสียงนกกาเหว่าที่มีอยู่มากมายจนสงสัยว่าทำไมถึงถูกจัดเป็นสัตว์ป่าสงวน

แต่ที่ญี่ปุ่นนั้นช่างเงียบสงบต่อจิตใจ เสียงมนุษย์มนาที่ไม่เกรงใจใครไม่ต้องพูดถึง แต่ที่น่าประทับใจก็คือแม้แต่สรรพสัตว์ก็ยังเงียบ ตอนนอนอยู่หมู่บ้านกลางหุบเขาได้ยินเสียงไก่ขันตอนเช้าสองสามครั้งแล้วไม่ได้ยินอีกเลย

ความสงบสำคัญกับเรามาก ไม่ใช่เพราะว่าความเงียบในตัวมันเองเป็นสิ่งที่เราชอบเท่านั้น แต่ยังเป็นเพราะว่าด้านตรงข้ามของมันอย่างความไม่สงบทางเสียงต่างๆ นั้นมักจะมาพร้อมกับความหงุดหงิดสิ้นหวัง จากความจริงที่ว่าเราอาศัยอยู่ในพื้นที่ส่วนตัวของเรา แต่เสียงรบกวนต่างๆ กลับบุกรุกเข้ามา โดยที่เราแทบจะทำอะไรกับสิ่งเหล่านั้นไม่ได้เลย

หาร้านอาหารจากความรู้สึกของตัวเองดีกว่าหาจากรีวิว
วิธีที่ดีรองลงมาจากการขอคำแนะนำจากเพื่อนเวลาเลือกร้านอาหาร ก็คือการเชื่อความรู้สึกของตัวเองเวลาเดินผ่านร้านที่น่าสนใจ ตลอดหลายสิบวันที่อยู่ญี่ปุ่นเรามีความสุขกับการกินแทบทุกครั้ง แม้ว่าอาหารจะไม่ได้อร่อยทุกมื้อ ซึ่งเราคิดว่าบางทีความลับอาจจะอยู่ตรงความคาดหวัง ไม่มีใครเปิดเว็บรีวิวอาหารเพื่อหาร้านอาหารที่ไม่อร่อย แต่ถ้าลองแล้วไม่ชอบก็จะกลายมาเป็นประสบการณ์แย่ๆ ขณะที่การเลือกร้านอาหารด้วยตัวเองนั้น บรรยากาศของร้านแทบจะเป็นปัจจัยหลักของการเลือก เพราะว่าเราไม่มีทางรู้รสชาติของอาหารจนกว่าจะนั่งลงกิน นั่นหมายความว่าเมื่อเราตัดสินใจเดินเข้าร้านอาหารร้านนั้น แม้ว่าอาหารจะออกมาไม่อร่อย แต่เราก็ได้นั่งอยู่ในที่ที่หัวใจของเราพาเราเข้ามาเองตั้งแต่แรกแล้ว

ข้อดีอีกอย่างและเป็นข้อที่สำคัญก็คือ แม้จะเดินอยู่บนถนนเส้นเดียวกัน แต่ว่าการมองหาร้านอาหารที่น่าจะอร่อย กับการมองหาร้านอาหารตามรีวิวจากแผนที่ สิ่งที่เรามองเห็นระหว่างทางนั้นก็แทบจะเป็นคนละอย่างกันอย่างสิ้นเชิง

อาหารมื้อแรกของทริปจากร้านชื่อ NEiGHBORHOOD แถวสถานี Kii-Tanabe จำชื่อเมนูไม่ได้ แต่ว่าอร่อยทั้งอาหารและกาแฟ

ก๊อกน้ำอัตโนมัติเป็นสิ่งที่ควรอยู่คู่ทุกห้องน้ำ
ห้องน้ำที่ญี่ปุ่นนั้น ไม่ว่าจะเป็นห้องน้ำตามห้างสรรพสินค้า ห้องน้ำตามวัดวาอาราม หรือห้องน้ำสาธารณะข้างทาง ก็ล้วนแล้วแต่ติดตั้งก๊อกน้ำอัตโนมัติ ซึ่งไม่ได้มอบแค่ความสะดวกสบายเท่านั้น แต่ยังมอบวิธีล้างมือเพียงแบบเดียวที่เราคิดว่าสะอาด

การเปิดก๊อกน้ำด้วยมือที่สกปรก ล้างมือ และปิดก๊อกน้ำด้วยมือที่เพิ่งสะอาด ย่อมนำมาสู่มือที่สกปรก การล้างมือที่ห้องน้ำชายและเปิดก๊อกน้ำล้างมือแต่ละครั้ง ความจริงแล้วก็คล้ายกับการจับอวัยวะส่วนตัวของผู้ชายทุกคนที่เข้าห้องน้ำก่อนหน้าเรานั่นเอง ด้วยเหตุนี้เราจึงคิดว่าก๊อกน้ำอัตโนมัติจึงเป็นสิ่งที่ควรอยู่คู่กับห้องน้ำทุกที่

การกดกาแฟกระป๋องจากตู้ขายเครื่องดื่มอัตโนมัติเป็นเรื่องสนุกและสนุกเป็นพิเศษที่ญี่ปุ่น
สิ่งที่เราทำทุกวันเวลาเที่ยวญี่ปุ่น ไม่ว่าจะกลับไปกี่รอบ ก็คือการกดกาแฟกระป๋องจากตู้กดเครื่องดื่มอัตโนมัติ ความพิเศษก็คือที่ญี่ปุ่นมีกาแฟกระป๋องหลายแบบมาก ชนิดที่ว่าถ้ากดทุกวัน วันละครั้ง ตั้งแต่วันแรกจนถึงวันสุดท้ายของการเดินทาง ก็ยังไม่จำเป็นต้องดื่มกาแฟกระป๋องที่ซ้ำกันเลยแม้แต่ครั้งเดียว

นอกจากนี้ตู้กดเครื่องดื่มที่ญี่ปุ่นยังสามารถกดเครื่องดื่มร้อน ที่ไม่ใช่เครื่องดื่มแบบใส่แก้วกระดาษ แต่เป็นกาแฟกระป๋องแบบอุ่นร้อน ถือเป็นอีกหนึ่งประสบการณ์ของการดื่มเครื่องดื่มกระป๋องที่ดีมากๆ เสียดายว่าไม่เคยเห็นเครื่องดื่มร้อนแบบนี้ที่เมืองไทยเลยแม้แต่ครั้งเดียว

มานึกดูอีกทีความสนุกของการกดเครื่องดื่มจากตู้กดเครื่องดื่ม ความจริงแล้วก็ไม่ได้อยู่ที่ชนิดของเครื่องดื่มเท่านั้น แต่ยังมีลักษณะสามอย่างที่ทำให้การกดเครื่องดื่มจากตู้กดเครื่องดื่มสนุกเสมอไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน

อย่างแรก เวลาที่เราหยอดเหรียญจนครบมูลค่าของเครื่องดื่ม แล้วไฟสีเขียวแวบขึ้นมาด้านล่างของเครื่องดื่มที่สามารถกดออกมาได้ วินาทีนั้นช่างมอบความรู้สึกที่ดีมากอย่างบอกไม่ถูก เหมือนกับว่าเราปลดล็อกอะไรบางอย่างสำเร็จยังไงยังงั้น ซึ่งความรู้สึกนี้เป็นสิ่งที่ตู้กดเครื่องดื่มที่ทยอยกลายเป็นระบบหน้าจอสัมผัสมอบให้ไม่ได้

อย่างที่สอง การกดปุ่มพลาสติกที่ต้องออกแรงกดนิดหนึ่ง ปุ่มเดียวกับที่มีไฟสีเขียวขึ้นแสดงสถานะของเครื่องดื่ม ก็เป็นอีกสิ่งที่มอบความรู้สึกดีอย่างน่าประหลาด อารมณ์ประมาณบีบบับเบิลกันกระแทกแล้วรู้สึกดีแบบนั้น แต่บับเบิลกันกระแทกนี่พออายุมากขึ้นก็ไม่นึกจะอยากบีบแล้ว แต่กับปุ่มกดเครื่องดื่มนี่ไม่เคยเลยที่จะเบื่อ บางทีถ้าให้กดเล่นเฉยๆ ก็อาจจะไม่อยากทำเหมือนกับบับเบิลกันกระแทกก็ได้มั้ง แต่พอต้องกดเพราะต้องการซื้อเครื่องดื่มก็เลยกลายเป็นความรู้สึกดีอย่างช่วยไม่ได้ ความรู้สึกนี้เป็นสิ่งที่ตู้กดเครื่องดื่มจอสัมผัสให้ไม่ได้เช่นกัน

อย่างที่สาม เสียงกระแทกตอนที่กระป๋องหรือขวดเครื่องดื่มที่เพิ่งซื้อตกลงมาที่ช่องรับเครื่องดื่ม คืออีกสิ่งที่สร้างความรู้สึกดีอย่างน่าประหลาด บางทีอาจจะเป็นเสียงของหล่นจากที่สูงเพียงอย่างเดียวที่ฟังแล้วรู้สึกดี ขณะที่การตกจากที่สูงของสิ่งของอื่นๆ มักจะสร้างความรู้สึกตกใจหรือผิดหวังเสมอ

.

กลับมาจากญี่ปุ่นคราวนี้แล้วก็รู้สึกว่าคิดถึงการออกเดินทางท่องเที่ยวจัง เมื่อก่อนเดินทางบ่อยกว่านี้มากๆ แต่พอผ่านช่วงโควิดมาก็กลายเป็นว่าติดการอยู่กับที่ไป จากนี้ก็อยากจะออกเดินทางมากขึ้นนะ เราเป็นคนที่ไม่เคยชินกับการใช้เงินครั้งละมากๆ เท่าไหร่ พอซื้อของราคาเป็นหมื่นแล้วจะรู้สึกแย่แทบทุกครั้ง แต่กับการออกเดินทางที่เสียค่าใช้จ่ายมากกว่านั้นหลายเท่านี่กลับไม่เคยจะรู้สึกเสียดายเลยแม้แต่ครั้งเดียว

ประทับใจเป็นบ้า ฉบับที่ 21

“ประทับใจเป็นบ้า” เป็นโพสต์ที่เราเขียนเกี่ยวกับสิ่งน่าสนใจในเดือนที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นสิ่งของ สถานที่ เพลง อาหาร หรือสัตว์ประหลาดที่ได้พบ ทุกสิ่งที่เขียนถึงล้วนแต่เป็นสิ่งที่สร้างความประทับใจต่อเราอย่างยิ่งยวด

Ori สีน้ำก้อนแบบตลับพร้อมพู่กันแท็งก์
หลังจากจบมัธยมก็ไม่ได้แตะสีน้ำอีกเลย ส่วนหนึ่งเพราะรู้สึกว่ายุ่งยากด้วยละมั้ง จะระบายสีแต่ละทีต้องเตรียมนู่นเตรียมนี่วุ่นวายไปหมด เพิ่งมารู้ว่าเดี๋ยวนี้มีสิ่งที่เรียกว่าพู่กันแท็งก์ ทรวดทรงเหมือนปากกา แต่ว่าหัวเป็นพู่กันและด้านท้ายมีช่องสำหรับใส่น้ำเปล่า เวลาจะใช้ก็แค่บีบที่ตัวปากกาให้น้ำไหลไปที่หัวพู่กัน แล้วก็ใช้เหมือนกับพู่กันปกติ นอกจากนี้สีน้ำก้อนแบบตลับยังมาพร้อมกับจานสี และฟองน้ำสำหรับซับสีจากหัวพู่กันเวลาต้องการเปลี่ยนสีใหม่ ไม่ต้องเอาหัวพู่กันแกว่งน้ำเปล่าแบบเมื่อก่อน เรียกว่ามีตลับเดียวครบจบทุกอย่าง เปลี่ยนการระบายสีน้ำเป็นสิ่งที่น่าสนุกขึ้นเยอะเลย

น้ำยาล้างจาน Lion Charmy Magica กลิ่นมินต์
ข้อมูลบนอินเทอร์เน็ตบอกว่านี่คือน้ำยาล้างจานที่ไม่ทำลายผิวและยังผสมเอนไซม์ที่ช่วยให้ล้างคราบสกปรกออกจากจานอย่างง่ายดาย เราเจอน้ำยาล้างจานตัวนี้ตอนอยู่ที่ญี่ปุ่น อ่านฉลากไม่ออก ไม่รู้สรรพคุณอะไรทั้งนั้น แต่หลังจากบีบออกมาล้างแก้วกาแฟที่บ้านพักแล้วก็ถึงกับต้องถ่ายรูปเก็บไว้ดู เพราะว่ามันคือน้ำยาล้างจานที่กลิ่นหอมมากจนรู้สึกว่าอยากจะล้างจานอีกเยอะๆ จัง!

โถส้วมสีชมพู
ไม่คิดมาก่อนว่าจะมีสิ่งนี้อยู่บนโลก มีชีวิตอยู่กับสุขภัณฑ์สีขาวจนเคยชิน ลืมคิดว่าสิ่งของที่มนุษย์สร้างขึ้นจะมีสีสันแบบไหนก็มนุษย์นี่แหละที่เป็นผู้กำหนด เช่นเดียวกับน้ำยาล้างจานที่หอมจนรู้สึกอยากล้างจานอีกซ้ำๆ โถส้วมสีชมพูก็ช่างเป็นสิ่งที่สบายตาจนอยากกินอาหารที่ทำให้ท้องไส้ปั่นป่วนจนต้องกลับเข้าห้องน้ำซ้ำๆ เพื่อนั่งบนสุขภัณฑ์ที่หลงรักซ้ำๆ น่าเสียว่าเท่าที่ลองเสิร์ชหาดู เราพบว่าโถส้วมสีชมพูที่มีขายในไทยค่อนข้างจะเป็นสีชมพูเข้มที่ไม่ค่อยสวย ไม่ใช่สีชมพูอ่อนแบบที่เราเจอที่ญี่ปุ่น แต่ถึงอย่างนั้นนี่ก็เป็นเพียงอุปสรรคอีกอย่างที่ต้องก้าวข้ามเพื่อการสร้างห้องสุขาที่สร้างความสุขีเท่านั้นเอง!

Lotte Crunky Get Wild BIG Salty Caramel
ซื้อขนมสามห่อนี้มาจาก Seven Eleven หรือไม่ก็ Family Mart ที่ญี่ปุ่น รสสตรอว์เบอร์รีกับรสช็อกโกแลตเฉยๆ ส่วนรสซอลตี้คาราเมล (ห่อสีส้ม) คือขนมขบเคี้ยวที่อร่อยที่สุดเท่าที่เคยกินมาทั้งชีวิต

Umeshu (เหล้าบ๊วยญี่ปุ่น)
เราเคยดื่ม Umeshu มาก่อน แล้วก็รู้สึกว่าอร่อยดี แต่ก็ไม่ได้ประทับใจอะไรขนาดนั้น มาญี่ปุ่นรอบนี้พนักงานที่ห้องอาหารของที่พักถามว่าจะรับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ด้วยไหม พร้อมทั้งชี้ที่ป้ายเมนูเครื่องดื่ม ซึ่งถ้าจำไม่ผิดน่าจะมีตัวเลือกแค่สามอย่าง เบียร์ สาเก และอุเมะชู และจากตัวเลือกทั้งหมดเราตัดสินใจเลือกอุเมะชู เพราะรู้สึกว่าเป็นสิ่งที่อร่อยด้วยตัวเอง ไม่ต้องจินตนาการ ไม่ต้องอาศัยบรรยากาศ ไม่ต้องจับคู่กับสิ่งใด

ดื่มอุเมะชูรอบนี้เราประทับใจมากจนถึงกับสั่งมาดื่มอีกหลายครั้งที่ร้านอาหารร้านอื่นๆ และบรรจุเครื่องดื่มนี้ลงรายชื่อเครื่องดื่มโปรดของเราเรียบร้อย เดาว่าความชอบที่เพิ่งเกิดขึ้นใหม่จากสิ่งที่เคยรู้สึกเฉยๆ อาจเป็นเพราะความชอบต่ออาหารของเราเรียบง่ายขึ้น ขอแค่เป็น “อะไรก็ได้ที่อร่อย” และอุเมะชูก็เป็นอะไรก็ได้ที่อร่อย และดูจะเป็นเครื่องดื่มที่ไม่สามารถที่จะไม่อร่อย แม้จะสั่งจากร้านอาหารที่ทำอะไรไม่อร่อยสักอย่างก็ยังจะอร่อย นอกจากนี้อุเมะชูยังมอบความมึนเมาแบบเดียวกับที่เรารู้สึกกับไวน์แดง ไม่ใช่ความมึนเมาแบบที่เหมือนจะพาเราหนีจากสิ่งแย่ๆ แต่เป็นความมึนเมาแบบที่ทำให้สิ่งที่ดีอยู่แล้วดีขึ้นกว่าเดิม

แนะนำสั่งแบบ On the Rocks

ประทับใจเป็นบ้า ฉบับที่ 20

“ประทับใจเป็นบ้า” เป็นโพสต์ที่เราเขียนเกี่ยวกับสิ่งที่ทำให้เราประทับใจในเดือนที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นสิ่งของ สถานที่ เพลง อาหาร หรือสัตว์ประหลาดที่ได้พบ บางอย่างอาจจะมีคำบรรยายสั้นๆ บางอย่างก็อาจจะไม่มี แต่ก็เป็นสิ่งที่ทำให้ประทับใจทั้งนั้นเลย

ไก่ทิกก้ามาซาล่าและข้าวหุงขมิ้น 7-Eleven
เราชอบกินอาหารอินเดีย เรียกว่าความสุขกว่าครึ่งจากการท่องเที่ยวอินเดียก็คือการกินอาหารอินเดียนี่ละ แต่ว่าพอกลับมาเมืองไทยแล้วหาร้านอาหารอินเดียอร่อยๆ ยากมากเลย เท่าที่เจอก็ต้องเป็นระดับร้านอาหารในโรงแรม ส่วนร้านตามสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ที่แม้ลูกค้าจะเป็นชาวอินเดียที่มาเที่ยวเมืองไทยก็ยังไม่ค่อยอร่อย

เมนูไก่ทิกก้ามาซาล่าจากเซเว่นนี่ถือว่าเหนือความคาดหมายมาก ราคาถูกเมื่อเทียบกับการกินตามร้านอาหารอินเดีย และเราคิดเอาเองก่อนกินว่ารสชาติคงถูกปรับให้ถูกปากคนไทย ไม่น่าจะอร่อยเท่าไหร่ แต่สุดท้ายเราพบว่านี่แหละคือรสชาติแบบที่เรากินตอนอยู่อินเดีย บางทีอาจจะไม่เหมือน เราอาจจะจำผิด แต่ที่ไม่ผิดแน่ๆ ก็คืออาหารอินเดียที่อินเดียและอาหารอินเดียที่เซเว่นเป็นอาหารที่อร่อยเหมือนกัน!

ประทับใจเป็นบ้า ฉบับที่ 19

“ประทับใจเป็นบ้า” เป็นโพสต์ที่เราเขียนเกี่ยวกับสิ่งที่ทำให้เราประทับใจในเดือนที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นสิ่งของ สถานที่ เพลง อาหาร หรือสัตว์ประหลาดที่ได้พบ บางอย่างอาจจะมีคำบรรยายสั้นๆ บางอย่างก็อาจจะไม่มี แต่ก็เป็นสิ่งที่ทำให้ประทับใจทั้งนั้นเลย

“It’s not the note you play that’s the wrong note – it’s the note you play afterwards that makes it right or wrong.”

ประทับใจเป็นบ้า ฉบับที่ 18

“ประทับใจเป็นบ้า” เป็นโพสต์ที่เราเขียนเกี่ยวกับสิ่งที่ทำให้เราประทับใจในเดือนที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นสิ่งของ สถานที่ เพลง อาหาร หรือสัตว์ประหลาดที่ได้พบ บางอย่างอาจจะมีคำบรรยายสั้นๆ บางอย่างก็อาจจะไม่มี แต่ก็เป็นสิ่งที่ทำให้ประทับใจทั้งนั้นเลย

The New Pope
ภาคต่อที่ยังคงยอดเยี่ยมเหมือนเดิมของ The Young Pope

iTalki
เว็บไซต์สำหรับหาติวเตอร์เจ้าของภาษาเพื่อเรียนภาษาผ่านวิดีโอคอล การฝึกพูดเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการเรียนภาษา และ iTalki มอบทางออกนั้นแบบสะดวกสบาย หากไม่ต้องการเรียนรู้ไวยากรณ์และคำศัพท์ที่สามารถเรียนจากหนังสือด้วยตัวเอง เพียงนัดติวเตอร์ที่ชอบและพูดคุยด้วยภาษาที่กำลังเรียนเกี่ยวกับเรื่องที่เราชอบ ติวเตอร์จะคอยแก้ไขเมื่อเราพูดไม่ถูกต้อง สามารถเลือกเรียนทั้งแบบ 30 นาที 45 นาที หรือหนึ่งชั่วโมง ตามเวลาและงบประมาณที่เอื้ออำนวย